From Cement and Sand to a Creative Inspiration - SAC Gallery
2733
post-template-default,single,single-post,postid-2733,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,paspartu_enabled,paspartu_on_bottom_fixed,qode_grid_1300,qode-content-sidebar-responsive,qode-theme-ver-13.2,qode-theme-ssbd design,wpb-js-composer js-comp-ver-5.4.5,vc_responsive
 

From Cement and Sand to a Creative Inspiration

From Cement and Sand to a Creative Inspiration

อิฐ หิน ปูน ทรายบันดาลใจ สรรสร้างงานศิลป์

ในชีวิตคนๆหนึ่งนั้นมีความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆมากมาย เกี่ยวพันกับหลากหลายบริบท ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง ภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน ฯลฯ อย่างไรก็ดี ในโลกทุกวันนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้การปฏิสัมพันธ์และได้รับอิทธิพลจากผู้คนในภูมิภาคอื่นๆทั่วทุกมุมโลกเพิ่มเป็นทวีคูณ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตของเรามีความซับซ้อนกว่าคนรุ่นก่อนมาก สุรพงษ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่งานสร้างสรรค์ของเขาได้รับอิทธิพลและประกอบขึ้นจากหลากหลายสิ่ง และผสานเข้ากับเนื้อหาที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตของเขาจากคนงานก่อสร้างได้อย่างลงตัว ก่อให้เกิดเป็นผลงานที่แสดงในนิทรรศการ INSPIRO ณ หอศิลป์ศุภโชค ดิ อาร์ท เซ็นเตอร์ ระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-11 มี.ค. 61

Surapong Sudasna Na Ayudhya, Pharoah, 2017, Oil on canvas, 128×134 cm., image courtesy of S.A.C.

จากการที่สุรพงษ์ ได้มีประสบการณ์เดินทางไปแสดงงานมาหลายประเทศ ทั้งในเอเชีย อเมริกาและยุโรป ทำให้เขาได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ วงการศิลปะ รวมถึงพบปะพูดคุยกับผู้คนและศิลปินในภูมิภาคอื่นๆ จึงได้เรียนรู้สัมผัสถึงวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนั้น เขายังพบว่าทุกที่ในโลกก็มีชนชั้นกรรมาชีพ รวมถึงในประเทศที่เจริญแล้วในแถบยุโรป ถึงแม้มีความต่างในบางอย่าง แต่ก็มีจุดร่วมบ้างเช่นกัน เช่น วิถีชีวิตของคนงานก่อสร้างในปัจจุบัน มีรากมาจากการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรม ทำให้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในยุโรปและเกิดกระแสการแสดงออกทางศิลปะของลัทธิสัจนิยมต่อมา คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ถึงแม้ว่าจะเกิดหลังกว่า แต่ผลกระทบก็คล้ายคลึงกัน จากประสบการณ์ที่สุรพงษ์ได้รับมานั้น มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงงานสร้างสรรค์ของเขาจากนิทรรศการเดี่ยวHEROในครั้งแรก และได้พัฒนามาสู่ INSPIRO ในครั้งที่สองนี้

ผลงานของสุรพงษ์ นั้น อาจกล่าวได้ว่า มีการผสมผสานในหลากหลายแนวและเทคนิค ทั้งที่ได้รับอิทธิพลมาและที่เชื่อมโยงกับบางบริบทอย่างไม่ได้จงใจ จึงจะขอพูดถึงในแต่ละแง่มุม โดยแยกออกเป็นแต่ละประเด็นไป ดังต่อไปนี้

ศิลปะเพื่อชีวิต หรือศิลปะเพื่อสังคม(Art for Life, Art for Society) ที่ความเชื่อมโยงกับศิลปะสัจนิยม(Realism)

เริ่มจากในส่วนของเนื้อหาและการแสดงออกที่พูดถึงชนชั้นกรรมาชีพนั้น มีลักษณะเป็นศิลปะเพื่อชีวิต หรือศิลปะเพื่อสังคม(Art for Life, Art for Society) [1]จึงมีความเชื่อมโยงกับศิลปะสัจนิยม(Realism)ที่เกิดขึ้นประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1850-1880) ในประเทศฝรั่งเศส[2] ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สร้างปัญหาแก่สังคมและเศรษฐกิจมากมาย มีคนจน ชนชั้นกรรมาชีพเพิ่มขึ้น ศิลปินเรียลลิสม์ต้องการนําเสนอปัญหาในงานศิลปะ เพื่อนําความจริงตีแผ่ให้เพื่อนมนุษย์ได้รับรู้ โดยมักปฏิเสธเรื่องราวเกี่ยวกับคนชั้นสูงหรือคนรวย แต่เลือกสะท้อนภาพความลำบากของชนชั้นล่าง

[3] ศิลปะแนวนี้มีทั้งงานทัศนศิลป์และวรรณกรรม ด้านวรรณกรรม เน้นวิพากษ์วิจารณ์และตีแผ่สภาพความจริงอันเลวร้ายของสังคม เช่น นวนิยายเรื่อง “โอลิเวอร์ ทวิสต์” (Oliver Twist) ของ ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ (Charles Dickens) ชาวอังกฤษ เป็นต้น ส่วนในด้านทัศนศิลป์ มีทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรม

ในส่วนของงานจิตรกรรม ภาพวาดแนวสัจนิยมจะสะท้อนความจริงของสังคมอุตสาหกรรม เช่น ชีวิตของคนยากจนในเมืองใหญ่ และการใช้ชีวิตที่หรูหราของชนชั้นกลาง เป็นต้น จิตรกรที่มีชื่อเสียง คือ กุสตาฟ คูร์เบต์ (Gustave Gourbet), ออนอเร ดูมิเยร์ (Honoré Daumier), ฌ็อง-ฟร็องซัว มีแล(Jean-François Millet ), เอดัวร์ มาแน ชาวฝรั่งเศส และนอกเหนือจากในฝรั่งเศส ก็ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มศิลปินในภูมิภาคอื่นด้วย เช่น Ilya Repin ชาวรัสเซีย  เป็นต้น ในส่วนของงานประติมากรรม ก็มี โอกุสต์ รอแด็ง ชาวฝรั่งเศสเป็นหัวหอกและผู้สร้างงาน “นักคิด” อันโด่งดัง เป็นต้น

เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากลองนำภาพผลงานของสุรพงษ์มาศึกษาเปรียบเทียบกับศิลปินแนวนี้ดู เพื่อให้เห็นจุดร่วมและจุดต่าง เริ่มจากงานจิตรกรรม Stone-Breakers ของ  กุสตาฟ คูร์เบต์ (Gustave Gourbet) ที่พูดถึงคนงานก่อสร้างที่กำลังทุบและขนย้ายหินในพื้นที่ก่อสร้างถนน และงานของสุรพงษ์ ก็พูดถึงคนงานในพื้นที่ก่อสร้างเช่นกัน หากแตกต่างกันที่ว่า คูร์เบต์และศิลปินคนอื่นๆในลัทธิศิลปะแบบสัจนิยม มุ่งเน้นในนำเสนอความจริงแง่ลบของสังคมชั้นแรงงานที่ทนทุกข์ยากลำบาก ในขณะที่ สุรพงษ์เสนอมุมมองในแง่บวกของชีวิตคนงานก่อสร้างที่ว่า พวกเขาก็มีความสุขได้ แม้ตรากตรำทำงานหนัก ด้วยการเพิ่มความมีชีวิตชีวาของรูปลักษณ์ตัวละครด้วยแอ๊คชั่นท่าทาง

ในแง่ของรูปแบบ ศิลปินทั้งคู่ได้จงใจทิ้งทีแปรงแบบหยาบๆ โดยไม่เกลี่ยให้นุ่มนวลอย่างสไตล์โรแมนติก เพื่อให้ความรู้สึกจริงจังคล้ายคลุกฝุ่นและเสียงดังในพื้นที่ทำงานก่อสร้าง อีกทั้งให้ค่าคอนทราสต์ของน้ำหนักสีในภาพให้ต่างกันมากๆ เพื่อให้เกิดบรรยากาศสดๆเหมือนทำงานกลางแจ้งที่แสงแดดแรงๆในชีวิตจริง  เพียงแต่ว่า สุรพงษ์ไม่ได้อิงรูปลักษณ์ การวางองค์ประกอบ ฉากและตัวละครในทัศนียภาพแบบเหมือนจริงในการนำเสนอ เหมือนกับศิลปะแนวสัจนิยมมากนัก หากแต่มีความเหนือจริง ด้วยการตัดทอน เพิ่มลดองค์ประกอบบางสิ่ง เพื่อขับเน้นในเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายและนิ้วจำนวนมากที่เป็นสัญลักษณ์ของฟันเฟืองขับเคลื่อนสังคม อย่างไรก็ดี ต่างก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ ให้เห็นความจริงของชนชั้นแรงงาน

ในส่วนของงานประติมากรรมนั้น ความมุ่งหมายในการสร้างงานและรูปลักษณ์ภายนอกโดยเฉพาะพื้นผิวในงานของสุรพงษ์ ทำให้นึกถึงผลงาน “นักคิด” ของโอกุสต์ โรแดง ประติมากรลัทธิสัจนิยม ชาวฝรั่งเศส ที่มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของความมุ่งหมาย ซึ่งโรแดงต้องการสร้างผู้ที่มีลักษณะเป็นวีรบุรุษทำนองเดียวกับมีเกลันเจโล ในขณะที่สุรพงษ์ต้องการให้คนงานก่อสร้างเป็นสัญลักษณ์ดั่งวีรบุรุษผู้ให้แรงบันดาลใจกับผู้คน ในส่วนรูปลักษณ์นั้น ต่างก็มีลักษณะบึกบึน และพื้นผิวที่ขรุขระ เนื่องจากมีการปล่อยทิ้งร่อยรอยการปั้นโดยไม่เกลี่ยเรียบ เพื่อให้ได้อารมณ์ดิบๆสื่อสามัญชนที่ไม่มีจริตจะก้านหรือปรุงแต่งมากนัก ถึงแม้ว่า ก่อนหน้านี้โรแดงเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผลงานมีความบูดเบี้ยวพิกลพิกาล แต่แล้วก็มีคนเข้าใจถึงการสื่ออารมณ์ในรูปแบบนี้ จนเป็นที่ยอมรับให้เป็นผลงานศิลปะระดับโลกได้

โดยสรุปแล้ว ศิลปินแนวสัจนิยม มีอุดมการณ์อย่างชัดเจนว่า ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมตามพันธกิจซึ่งพวกเขาเห็นว่าภาระหน้าที่ของศิลปิน ซึ่งอุดมการณ์เหล่านี้มีให้เห็นได้ในงานของสุรพงษ์ ผู้ต้องการการถ่ายทอดเรื่องราวที่สอดคล้องกับสภาพสังคมอย่างเป็นจริง และสอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ร่วมสมัย แต่หากตรงกันข้ามที่ว่า สุรพงษ์ แสดงให้เห็นความงามในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน โดยมุ่งไปที่คนงานก่อสร้าง ที่ถึงแม้จะลำบากและทำงานตรากตรำ พวกเขาก็ยังยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุขได้บนชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ

ศิลปะและศิลปินในประเทศไทย

สุรพงษ์มีการพัฒนาผลงาน ทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบ เทคนิค ไปมากจากนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ที่มีแต่งานจิตรกรรม แต่มาในครั้งนี้มีทั้งงานสามมิติ งานประติมากรรม รวมถึง งานจัดวางซึ่งมีดึงดูดใจผู้ชมเป็นอย่างมาก เนื่องจากแสดงออกมาจากเนื้อหาที่ลึกขึ้น จากการที่เขาได้ตีประเด็นผู้ใช้แรงงานก่อสร้าง ให้พัฒนาจากการแค่ยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ ดั่งชื่อHEROในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ไปสู่การพูดถึงสภาวะจิตภายใน ซึ่งพูดถึงผู้คนย่อมต้องมีการให้แรงบันดาลใจในเบื้องลึกต่อการดำเนินชีวิต และต่อสู้ลุกขึ้นยืนใหม่เมื่อเจออุปสรรค ทำให้งานชุดนี้มีความเกี่ยวข้องกับสภาวะภายในเป็นอย่างมาก ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ เทคนิค ที่กล่าวมานั้น น่านำมาศึกษาเปรียบเทียบกับงานจัดวางชั้นครูอย่าง อ.มณเฑียร บุญมา ศิลปินผู้บุกเบิกงานจัดวางในเมืองไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ที่สุรพงษ์ได้เคยศึกษางานของอาจารย์เพื่อใช้ในการต่อยอดสู่งานจัดวางของตนเอง จึงขอใช้เป็นกรณีศึกษาให้เห็นถึงการพัฒนามาเป็นทอดๆของงานศิลปะแบบจัดวาง โดยดูจากความแตกต่างของผลงานระหว่างรุ่นบุกเบิกและรุ่นใหม่ รวมถึงการต่อยอดงานจากศิลปินรุ่นก่อนอีกด้วย

ในงานของอ.มณเฑียร ได้นำเอามือดินเผาที่เกิดจากการบีบดินเหนียวก่อนการเผามาประกอบในงาน มือนั้นกำลังถืออุปกรณ์การเกษตรอยู่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวไร่ชาวสวนผู้เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของชาติ ในขณะที่งานของสุรพงษ์ก็นำเอามือและเท้าเข้ามาสื่อถึงชนชั้นแรงงาน ที่ใช้มือและเท้าอย่างหนักหน่วงในการทำให้เกิดงานขึ้น นอกจากในเรื่องการใช้รูปทรงอวัยวะในร่างกายมาสื่อถึงวิถีชีวิตและการทำงานกลุ่มคนรากหญ้า รูปลักษณ์ของสัญลักษณ์มือนี้ ก็จำเป็นต้องให้อารมณ์แบบดิบๆไม่มีการปั้นแต่ง ให้เนียนเรียบมากมาย แต่ให้เป็นแบบหยาบๆ เพื่อสื่อชีวิตที่เรียบง่ายและวิถีชีวิตที่ต้องคลุกฝุ่น เดินย่ำบนพื้นขรุขระและสู้ฝนทนแดด หากทั้งคู่ ต่างก็ได้สร้างรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน

การใช้วัสดุสำเร็จรูปจากชีวิตจริง ถือเป็นความโดดเด่นของศิลปะแนวจัดวาง และมีการแทนค่าของวัสดุนั้นๆเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงอะไรบางอย่าง เช่นการสื่อถึงกลุ่มคนชนชั้นล่าง ในงานของอ.มณเฑียร ที่ใช้กระสอบข้าวและเขาควายมาสื่อถึงชาวนา ส่วนสุรพงษ์ใช้ผ้าขาวม้ามาสื่อถึงชนชั้นแรงงานที่ส่วนใหญ่มาจากชนบท

การเลือกวัตถุ/วัสดุที่สื่อถึงเนื้อหาได้อย่างแยบคายและจำนวนวัตถุที่พอเหมาะ มาจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในพื้นที่ว่างถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานศิลปะแบบจัดวาง ซึ่งในหลายๆงานของอาจารย์มณเฑียร ถือเป็นแบบอย่างชั้นครูที่ให้อิทธิพลต่อศิลปินรุ่นต่อๆมาได้นำมาประยุกต์ใช้ จังหวะจะโคนในการวาง เว้นที่ว่างระหว่างวัตถุต้องมีความพอดี หากใกล้กันเกินไปก็อึดอัด หากห่างไป ก็กลายเป็นเหมือนประติมากรรมแยกชิ้นกันไป เพราะฉะนั้น มันต้องมีความพอดีในจำนวน ช่วงห่าง และตำแหน่งได้อย่างมีเอกภาพ แต่ก็ต้องคำนึงถึงเนื้อหาเรื่องราวด้วย ในงานของอ.มณเฑียร จะวางงานเพียงไม่กี่ชิ้น อีกทั้งยังวางห่างกัน ทำให้ได้ความรู้สึกสงบเรียบง่าย แต่ห่วงหาอาทรณ์กัน การวางใกล้กันอาจทำให้รู้สึกความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่สอดคล้องกับงานของอาจารย์ ตรงกันข้ามกับงานของสุรพงษ์ ที่ต้องการให้สื่อถึงคนงานก่อสร้างและพื้นที่ทำงาน ที่ไม่ได้เป็นระเบียบ มีความขรุขระยุ่งเหยิง จึงวางวัตถุจำนวนมากกว่า และบางช่วงก็มีความใกล้กัน เพื่อให้ได้ความรู้สึกของพื้นที่ก่อสร้างที่คนงานจำนวนมาก เดินกันขวักไขว่ท่ามกลางวัตถุดิบก่อสร้าง อิฐ หิน ดิน ทราย

นอกจากการวางวัตถุบนพื้นแล้ว การขึง การแขวน การห้อยวัสดุลงมาก็เป็นเทคนิคที่ใช้เกิดความหลายหลายในศิลปะจัดวางเช่นกัน เพราะการใช้พื้นที่ว่างนั้นจะคำนึงถึงโครงสร้างของสถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมภายในในภาพรวมด้วย การแขวนจึงทำให้มิติของสถาปัตยกรรมเข้ามีส่วนในงาน อีกทั้งเพิ่มมิติให้กับผลงานในองค์รวมอีกด้วย

การผนวกทั้งงานสองมิติอย่างงานจิตรกรรมที่มีสีสัน ร่วมกับวัตถุสามมิติก็ต้องใช้ความแยบคายเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ โดยไม่รู้แปลกแยก แต่เป็นงานเดียวกัน อีกทั้งต้องไม่กลืนกันจนน่าเบื่อ โดยคำนึงถึงหลักการออกแบบองค์ประกอบศิลป์ ที่อาจเป็นรูปร่าง หรือสี หรือน้ำหนักที่มีความสอดคล้องกัน รวมถึงรูปลักษณ์ที่สื่อถึงเนื้อหาในงานด้วย จำต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

อ้างอิงถึงถ้อยคำอ.มณเฑียรที่ตีพิมพ์ในสูจิบัตรแสดงเดี่ยวนิทรรศการ Melting Void/ Molds for the Mind ณ นำทองแกลเลอรี่ เมื่อปีพ.ศ.2541 ที่ว่าได้ใช้รูปลักษณะของแม่แบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์พระพุทธรูป เพราะรูปลักษณะภายนอกของแม่พิมพ์นี้มีรูปร่างขัดแย้งกับรูปลักษณะพื้นผิวที่ว่างด้านในของแม่พิมพ์ ยังให้สร้างมิติและความรู้สึกใหม่งาน หากพิจารณาในงานของสุรพงษ์นั้น เขาก็ได้ใช้ปูนเป็นวัสดุในงานเช่นกัน ทว่า เป็นปูนซีเมนต์ผสมกับโฟมโพลียูริเทน เพื่อให้พื้นผิวที่หยาบและด้านของปูนนั้นสร้างความรู้สึกแก่คนดูเช่นกัน แต่ในแง่ของการคลุกฝุ่น ตากลมตากแดด ความหนักหน่วงของงาน ที่ต้องมีความทรหด บึกบึน แข็งแกร่งของผู้ใช้แรงงานก่อสร้าง

ในแง่ของเนื้อหาที่ต้องการสื่อให้ลึกซึ้งแล้วนั้น ไม่เฉพาะแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรมเท่านั้น ที่สามารถสะท้อนให้เห็นอารมณ์ภายในได้ หากแต่งานศิลปะแนวจัดวางนั้น ก็สามารถทำได้ดี ทำให้ศิลปินเลือกที่จะสร้างงานแนวจัดวางให้สื่อถึงสภาวะภายในจิตใจและสติได้ ดังเช่นที่ อ.มณเฑียร ได้เขียนกล่าวถึงที่มาของงานจัดวางของอาจารย์ไว้ในสูจิบัตรข้างต้นว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาให้ที่ว่างภายในองค์พระปฎิมาเป็นที่พำนักแห่งจิตใจ สติ ของผู้คนที่ปรารถนาให้สภาวะของจิตนั้นเข้าสู่มิติของความสงบและผ่อนคลาย” ในงานจัดวางของสุรพงษ์นั้น ก็มีที่มาถึงสภาวะภายในจิตใจที่เขาให้ความสำคัญและเป็นที่มาของการตระหนักถึงเรื่องแรงบันดาลใจ อันเป็นเนื้อหาหลักในผลงานที่แสดงในนิทรรศการเดี่ยว ครั้งที่สอง INSPIRO นี้ ดังที่สุรพงษ์กล่าวว่า “…ผมพิจารณากับตัวเองในมิติที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นเลยพบว่าสุดท้ายแล้ว จิตใจเรานี่แหละ,สิ่งที่อยู่ภายในนี่แหละ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญกับชะตาชีวิต ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะด้านใดต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง… ควบคู่กับสติ  สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม แต่ผมเชื่อมั่นว่ามันมีอยู่จริง […] และผมได้นำพาเขาหรือพวกเขาที่อยู่ในจิตใจผมออกมาสู่โลกที่มองเห็นจับต้องได้ผ่านผลงานศิลปะที่ผมทุ่มเทสร้างขึ้นในนิทรรศการ”

ประเด็นผู้ใช้แรงงาน: การเปรียบเทียบจำนวนและสถานะผู้ใช้แรงงานกับประเทศอื่นๆและภาพรวมของทั่วโลก

ด้วย สุรพงษ์ได้เดินทาง ดูงานและแสดงงานมาแล้วทั่วโลก เช่น การได้หนึ่งในทีมโปรดักชั่นของศิลปินไทย ในการแสดงงานที่เวนิส เบียนาเล่ เป็นต้น ทำให้ประสบการณ์ แนวคิด ที่นำมาแสดงออกในงานศิลปะของเขา มีทั้งความลึกและกว้างในมิติด้านเนื้อหา เห็นถึงความใส่ใจต่อภูมิภาคอื่นๆ และภาพรวมของสังคมโลกได้ ไม่จำกัดเฉพาะแต่ในเมืองไทยเท่านั้น

จึงขอกล่าวถึง สถิติภาพรวมของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งโลกที่เผยแพร่บนวิกีพีเดีย[4] ซึ่งมีจำนวนถึง3,312,265,000 คน ถือเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ทำให้ชนชั้นแรงงานเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากเทียบกับอาชีพและวิถีชีวิตอื่น เช่น คนทำงานออฟฟิศ เป็นต้น เกี่ยวโยงกับเนื้อหางานของสุรพงษ์ ที่เขาพูดถึงผู้ใช้แรงงานในด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ทำงานด้านก่อสร้างเป็นพิเศษ ทั้งนี้ การก่อสร้างก็จัดอยู่ในหมวดอุตสาหกรรม ที่มีสัดส่วนราว 21.4%ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในโลก จะเห็นได้ว่า มีจำนวนผู้ทำงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากถึง เจ็ดร้อยกว่าล้านคนทั่วโลก ทำให้คนกลุ่มนี้มีความสำคัญมากในโลก ทำให้โลกสามารถขับเคลื่อนไปได้ ดังที่สุรพงษ์แสดงออกในงานของเขาว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นเสมือนฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนสังคมโลก และแทนด้วยสัญลักษณ์ของนิ้วมือจำนวนมาก

และหากเราจะพิจารณาเจาะลึกลงไป เพื่อเปรียบเทียบจำนวนของผู้ใช้แรงงานในแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย จากข้อมูลของหน่วยสืบราชการลับ(CIA) สหรัฐอเมริกา[5] ที่กล่าวถึงสถิติจำนวนผู้ใช้แรงงานในประเทศต่างๆ จะเห็นว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน มีจำนวนผู้ใช้แรงงานมากที่สุดในโลก คือ มากถึง แปดร้อยล้านคน ตามมาด้วยอินเดีย สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านของเราในอาเซียน ก็มี ประเทศอินโดนีเซีย อยู่ในลำดับที่ 5(แรงงาน126ล้านคน/รวม238ล้านคน) ประเทศเวียตนาม ลำดับที่ 12 (แรงงาน56ล้านคน/87.9ล้านคน) ประเทศฟิลิปปินส์ อันดับที่ 16(แรงงาน44ล้านคน/รวม95.7ล้านคน) และประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 17 และถือเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยจำนวนผู้ใช้แรงงานประมาณ 38 ล้านคน/รวม69.5ล้านคน ซึ่งทั้ง 4 ประเทศอาเซียนนี้เป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสัดส่วนผู้ใช้แรงงานต่อจำนวนประชากร คือ ราวกึ่งหนึ่ง

ดูตามสถิติของทั้งโลก สรุปได้ว่า คือ สัดส่วนผู้ทำงานแรงงานอุตสาหกรรมนั้นจะมีมากต่อเมื่อประเทศนั้น ยังพัฒนาอยู่ และน้อยลงในประเทศพัฒนาแล้ว มีผลให้คุณภาพชีวิตแตกต่างกัน และทำให้ผู้คนทั่วไปจะสันนิษฐานว่า ผู้ใช้แรงงานในประเทศพัฒนาแล้ว น่าจะมีความทุกข์ลำบากตรากตรำน้อยกว่า ประเทศกำลังพัฒนา แต่ทว่า ในงานของสุรพงษ์ นั้นมีความลึกมากกว่าการใช้เพียงแค่สถิติตัวเลข มาสะท้อนค่าความสุขและความพอใจในชีวิตของผู้ใช้แรงงาน หากแต่สุรพงษ์ ได้ลงไปฝังตัวกับผู้ใช้แรงงาน ในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อศึกษาพูดคุยให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งเขาพบว่าพวกเขาเหล่านั้น ก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงแม้ต้องทำงานที่ลำบาก กลางแดดกลางแจ้ง คลุกฝุ่นทั้งวัน  แต่ด้วยความที่ไม่คิดมากฟุ้งเฟ้อถึงวัตถุมากมายนัก ทำให้พวกเขามีความสุขได้บนชีวิตที่เรียบง่าย เพราะไม่ต้องร้อนรน ทุรนทุราย วุ่นวายหาสิ่งมาปรนเปรอตัณหามากนัก

สุรพงศ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา (Surapong Sudasna Na Ayudhya), in his second solo show ‘INSPIRO’ at Subhashok The Arts Centre, Bangkok. Image Courtesy of S.A.C. Subhashok The Arts Centre

 

โดยสรุปแล้ว ผลงานของสุรพงษ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา ซึ่งจัดเป็นศิลปะร่วมสมัย(Contemporary Arts)อันสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน จึงมีความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆมากมาย และจากการตระหนักถึงความเกี่ยวพันของชีวิตของตัวเองกับบริบทและภูมิภาคต่างๆ ทำให้ผสานเข้ากับเนื้อหาที่เป็นแรงบันดาลใจได้อย่างเหมาะเจาะ   จนกลายงานศิลปะร่วมสมัย(Contemporary Arts) ที่มีความเป็นสากลและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

References
[1] www.finearts.cmu.ac.th/e_doc/50/realism.pdf
[2] ศิลปะสมัยใหม่ (MODERN ART) : ศิลปะแบบเรียลิสม์ (REALISM) https://angiegroup.wordpress.com/2016/03/26/ศิลปะแบบเรียลิสม์-realism/
[3] 0316 ศิลปะสัจนิยม http://thaigoodview.com/node/14456
[4] List of Countries by sector composition of the labor force. <https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_sector_composition_of_the_labor_force>
[5] ‘The World Factbook’ Publications on CIA website : COUNTRY COMPARISON: LABOR FORCE
<https://www.cia.gov/library/publications//the-world-factbook/rankorder/2095rank.html>