SAC Gallery | Exhibition Review: Critical Reflection on the Anthropocene through the Marblesque paintings: I
6442
post-template-default,single,single-post,postid-6442,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,paspartu_enabled,paspartu_on_bottom_fixed,qode_grid_1300,qode-content-sidebar-responsive,qode-theme-ver-17.2,qode-theme-ssbd design,wpb-js-composer js-comp-ver-5.6,vc_responsive
 

Exhibition Review: Critical Reflection on the Anthropocene through the Marblesque paintings: I

Exhibition Review: Critical Reflection on the Anthropocene through the Marblesque paintings: I

A solo exhibition by Akira Ishiguro (2019)

Exhibition Review by Nonthachai Sukkankosol

รีวิวนิทรรศการโดย นนทชัย สักการโกศล

 

Installation View of  ‘Critical Reflection on the Anthropocene through the Marblesque paintings: I ‘ exhibition

 

ผลงานทั้ง 3 ชุดผลงานของ Akira Ishiguro จาก “Gravitational Field” (2011-) สู่ “The Marblesque” (2015-) และ “Painting of Marble” (2018-) ได้ถูกนำมาจัดแสดง Subhashok the Arts Centre ภายใต้นิทรรศการ: Critical Reflection on the Anthropocene through the Marblesque paintings:I  ผลงานทั้ง 3 ชุดมีความเกี่ยวเนื่องกัน จากงานผลชุดแรกจนถึงชุดสุดท้าย แสดงให้เห็นถึงการตกผลึกทั้งในแง่ของความคิดและการปฏิบัติการของศิลปิน สำหรับ Akira ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือของเขาสำหรับการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ธรรมชาติ วัตถุทางศิลปะ และ มนุษย์

 

 

 

ใน “Gravitational Field” (2011-) Akira สร้างชิ้นงานศิลปะที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างธรรมชาติที่แท้ กับ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการสร้างชิ้นงานศิลปะที่หน้าตาเหมือนหินอ่อน หากมองอย่างผิวเผิน ศิลปะชิ้นนี้คงจะเหมือนกับการจำลองหินอ่อนขึ้นมาเท่านั้น ทว่าความก้ำกึ่งดังกล่าวกลับทำให้วัตถุชิ้นนี้มีความแท้ในตัวมันเอง ความก้ำกึ่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการขบกันระหว่าง ความต้องการของมนุษย์กับธรรมชาติ

 

 ‘Gravitational Field’ series

 

หากมองย้อนกลับไปถึงบริบทสังคมและการเปลี่ยนแปลงของสำนึกมนุษย์แล้ว ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การกระจายตัวทางอุตสาหกรรมและระบบทุนนิยมได้ทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติไปมาก ทำให้ในปัจจุบันทรัพยากรทางธรรมชาติเหล่านี้มีราคาสูงและมีเพียงคนที่มีทุนทรัพย์สูงเท่านั้นที่จะครอบครองได้ จากประสบการณ์ของ Akira ที่เคยใกล้ชิดงานตกแต่งภายใน เขาได้พบกับลูกค้าหลายๆท่านที่ไม่สามารถครอบครองวัสดุธรรมชาติของแท้ได้ โดยเฉพาะหินอ่อนที่มีราคาสูง สุดท้ายแล้ว การสร้างวัตถุเสมือนขึ้นมาจึงเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสำนึกของการโหยหาธรรมชาติของคนเมืองที่ถูกเติมเต็มด้วยของเสมือน ที่ไม่อาจแยกแยะความแท้และเทียมได้ด้วยตาเปล่า ความก้ำกึ่งที่แสดงออกมาระหว่างความแท้และเทียมใน “Gravitational Field” (2011-) จึงเป็นสื่อชิ้นหนึ่งที่สะท้อนปรากฏการณ์และสำนึกของมนุษย์ดังกล่าวที่ต้องการครอบครองธรรมชาติ

 

 

 

 

ในแง่ของสุนทรียศาสตร์ “Gravitational Field” (2011-) ศิลปินเลือกใช้ สีอะคริลิกและ urethane ซึ่งมีความคงทนมาทาและเคลือบลงบนผ้าใบ เพื่อเปลี่ยนผืนผ้าใบทั้งหมดให้กลายเป็นสิ่งที่เหมือนกับหินอ่อน ด้วยรูปลักษณ์ดังกล่าว ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า แม้งานชิ้นนี้จะเกิดขึ้นจากการระบายสีลงไป แต่มันกลับกลายเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ทำงานคล้ายกับงานประติมากรรมหรือวัตถุ 3 มิติ  เฉกเช่น หินอ่อนตามธรรมชาติ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ศิลปินได้ทำการทดลองความเป็นไปได้ระหว่างจินตนาการของเขากับพื้นผ้าใบ โดยมีโจทย์เป็นรูปลักษณ์ของหินอ่อนเพื่อสร้างสุนทรียะใหม่ๆ ที่กอปรขึ้นมาจากสำนึกหรือความรู้สึกที่ขบกันระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่

 

 

 

4 ปี ถัดมา ใน ชุดผลงาน “The Marblesque” (2015-) ผลงานชุดนี้แสดงถึงวิวัฒนาการของ Akira จาก ชุด “Gravitational Field” (2011-) ที่มีลักษณะเป็นวัตถุ 3 มิติ ที่ล้อไปกับต้นแบบของหินอ่อน ไปสู่จินตนาการที่ตรงกันข้ามนั่นคือ ถ้าหากพื้นผิววัตถุเหล่านั้นถูกหลอมละลายจะเป็นอย่างไร

ผลงานในชุดจึงถูกนำเสนอไปในลักษณะของจิตรกรรม” 2 มิติบนระนาบผ้าใบและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจาก “Gravitational Field” ที่เป็นการจำลองวัตถุเสมือน บนระนาบผิวหน้านี้ ผู้ชมจะเห็นลักษณะของการใช้ฝีแปรงที่เปลี่ยนไปจากพื้นผิวเรียบไปสู่พื้นผิวมันวาวและฉวัดเฉวียน  รวมไปถึงมิติของชั้นสีต่างๆ เพื่อจำลองและเล่นกับปรากฏการณ์การละลายของพื้นผิว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะของผู้ชมจะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่าง 2 ชุดผลงานนี้ในแง่ของสุนทรียะ ในขณะที่ “Gravitational Field” แสดงออกถึงสุนทรียะที่หยุดนิ่งและสงบของวัตถุ “The Marblesque”กลับให้สุนทรียะอย่างชิ้นงานจิตรกรรมที่มีการเคลื่อนไหวและฉูดฉาด ผู้ชมจะสามารถสนุกไปกับเส้นสีและความลึกตื้นจากสีบนพื้นผิวที่นำสายตาไปมาจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งอย่างไร้รูปแบบและลำดับบนระนาบดังกล่าว

ใน “Painting of Marble” (2018-) Akira ได้ตกผลึกการทดลองของเขาทั้งหมดจากชุดผลงานที่ผ่านมาให้กลายเป็น “concept” หรือชุดความคิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้บทสรุปแก่มัน Akira อธิบายว่า ผลงานของเขา คือภาพสะท้อนของโลกปัจจุบันในมิติของ Anthropocene ศิลปะของเขาคือการนำเสนอการอุปมาถึงชั้นหินใหม่ที่เกิดขึ้นจากวัตถุที่มนุษย์สร้าง (Technosphere) และไม่สามารถย่อยสลายได้ (Technofossils) ซึ่งเป็นวัตถุที่ค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชีววิทยาของโลกใบนี้ในระยะยาว

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานทั้ง 3 ชิ้นที่จัดแสดงภายใต้ชุดผลงานนี้ ยังเป็นการตกผลึกของรูปแบบทางศิลปะจากทั้ง 2 ชุดที่ผ่านมาอีกด้วย ชุดงานชิ้นนี้ประกอบไปด้วย ชิ้นงาน 3 ชิ้น ที่มีลักษณะเป็นวัตถุเสมือน โดยชิ้นที่ 1 จะมีลักษณะเหมือนชุด “Gravitational Field” ชิ้น 2 เป็นการผสมระหว่างพื้นผิวแบบเรียบเนียนกับพื้นผิวถูกละลายดังที่พบใน “The Marblesque”และชิ้นที่ 3 มีลักษณะเหมือนชุด “The Marblesque” เมื่อนำมานำเสนอร่วมกัน ทั้ง 3 ชิ้นจึงแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านหรือกระบวนการทั้งในแง่ของการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของ Technofossil ที่มีต่อชั้นหิน และในแง่ของรูปแบบในการนำเสนอทางศิลปะของ Akira ตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน

 

โดยสรุปแล้วแนวคิด Anthropocene เป็นการตกผลึกและการนิยามความสัมพันธ์ระหว่าง Akira ในฐานะมนุษย์ ที่มีต่อ ธรรมชาติ ผ่านกระบวนการทางศิลปะ Akira ในฐานะมนุษย์ที่ปาดแต้ม สีอะคริลิก และ สารเคลือบ urethane เปรียบเสมือน Technosphere ที่เกิดขึ้นจาก อารยธรรมของมนุษย์ ในขณะที่รูปลักษณ์ของชิ้นงานที่เหมือนชั้นหินเปรียบเสมือนชีวภาพของโลกที่ห่อหุ้มสิ่งเหล่านั้นไว้

 

ทว่าความขัดแย้งกันระหว่างแนวคิดที่วิพากย์วัฒนธรรมของมนุษย์กับความสวยงามเชิงทัศนานี้ ทำให้เกิดสนุทรียะภาพแบบ sublime หรือความงามที่เกิดจากความน่ากลัวเกรง ในกรณีของ Akira ความสวยงามดังกล่าว มันคือ  ความงาม หรือ พิษ  กันแน่ นี่คือการเล่นตลกที่เป็นเอกลักษณ์อันน่าสนใจสำหรับงานของเขา Akira ได้นำเสนอปรากฏการณ์อันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมผ่านสุนทรียะทางศิลปะ ชิ้นงานเหล่านี้เป็นการเปิดกว้างให้ผู้ชมพิจารณาหาความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ดังที่กล่าวมา ผลงานของ Akira จึงสามารถนำผู้ชมกลับไปสู่ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่จริงจังเพื่อกระตุ้นการตระหนักรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นความงามเชิงผัสสะเท่านั้น

 

 

สุดท้ายแล้ว นิทรรศการ Critical Reflection on the Anthropocene through the Marblesque paintings:I จึงมีความสำคัญมากสำหรับการนำเสนอวิวัฒนาการของ Akira ในบทบาทของศิลปิน เขาได้ตกผลึกบทบาททางศิลปินของเขาทั้งหมดกว่าเกือบหนึ่งทศวรรต ไม่ว่าจะเป็นในมิติของวาทศิลป์หรือในเชิงความคิด นิทรรศการนี้ที่รวบรวมงานทั้ง 3 ชุดผลงานเอาไว้ จึงเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้ผู้ชมย้อนกลับไปตั้งคำถามต่อผลงานศิลปะและความเกี่ยวเนื่องกันของทั้ง 3 ชุด สุดท้ายแล้วผลงานทั้งหมดของ Akira จะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการตกผลึกทางความคิดระหว่างตัวเขาเองในฐานะมนุษย์และธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมที่เขาดำรงอยู่

_________________

คีย์เวิร์ด:

พัฒนาการทางศิลปะของ Akira, สิ่งเสมือนวัตถุตามธรรมชาติ, ความงามที่น่ากลัวเกรง, การตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม, แนวคิด Anthropocene

Keywords:

Akira’s artistic development, Mimicry of a natural object, Sublime beauty, An inquiry into the relationship between human and environment, Anthropocene

 


 

– นิทรรศการจัดแสดง ณ ห้องแสดงนิทรรศการชั้น 3 อาคารหอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ท เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2562  คิวเรทโดย ภัณฑารักษ์: จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ และ ชล เจนประภาพันธ์ติดตามข่าวสารงานแสดงด้วยแฮชแท็คหลัก : #sacakira

-The exhibition is shown at 3rd floor, Art Centre Bldg., Subhashok The Arts Centre, Bangkok, during 2nd February 2019 – 10th March 2019. Curated by Jongsuwat Angsuvarnsiri and Chol Janepraphaphan. Follow the exhibition with official hashtag: #sacakira