Conservation Lab Archives | SAC Gallery
173
archive,category,category-conservation-lab,category-173,ajax_fade,page_not_loaded,,paspartu_enabled,paspartu_on_bottom_fixed,qode_grid_1300,qode-content-sidebar-responsive,qode-theme-ver-17.2,qode-theme-ssbd design,wpb-js-composer js-comp-ver-5.6,vc_responsive
 

The longevity of art works largely depends on qualities and properties of artist materials and materials that are intended to use in storage, display and transport. Particular care should be taken in selection of materials to minimize potential deleterious interactions.  [vc_single_image image="14441" img_size="full" add_caption="yes" alignment="center" qode_css_animation=""] The...

ตั้งแต่เทปกาวถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เทปกาวก็กลายเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยความที่ใช้ง่ายจึงถูกไปนำไปใช้งานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ การซ่อมแซมเอกสารและหนังสือ ตลอดจนใช้ซ่อมแซมงานศิลปวัตถุ แต่จุดแข็งของเทปกาวที่คนทั่วไปชอบนั้น กลับกลายเป็นปัญหาหลักกวนใจนักอนุรักษ์ในเวลาต่อมา เพราะกาวบนเทปกาวนี้ไม่เป็นผลดีต่อวัตถุในระยะยาว สารเคมีในเนื้อกาวบนเทปใสที่ทำหน้าที่ยึดประสานนี้ จะเกิดการเปลี่ยนสภาพตามกาลเวลา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัววัตถุ เพราะเมื่อเทปกาวเสื่อมสภาพลงตามอายุ ถึงระยะเวลาหนึ่งจะเกิดการเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลจากการทำปฏิกิริยากับอากาศ และจากฝุ่นที่กาวดึงดูดไว้ กลายเป็นคราบเหนียว แห้งและแข็งยึดเกาะติดแน่นกับวัตถุ หลายๆ ครั้งเทปหลุดออกไปแล้วแต่คราบกาวยังอยู่ ไม่สามารถเอาออกได้ด้วยการดึงออกตามปกติ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัตถุเสื่อมสภาพเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุประเภทเส้นใยอย่างผ้าและกระดาษซึ่งสามารถดูดซับของเหลวได้ดี การที่จะเอากาวออกทำได้ยากมาก เพราะกาวจากเทปที่แทรกซึมลงไปบนวัตถุ ไม่ได้ยึดติดแค่ชั้นพื้นผิวแต่ยังซึมลึกลงไปถึงเส้นใยด้วย ผลกระทบของกาวบนเทปที่มีต่อเส้นใยนั้นซับซ้อนจนบางคนอาจนึกไม่ถึง นักอนุรักษ์จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงสารเคมีที่จะนำมาใช้ ถึงเรื่องความสามารถในการละลายคราบ ความสามารถในการระเหยของสารเคมีนั้นๆ ที่จะค่อยๆ ทำให้คราบกาวอ่อนตัวหรือบวมขึ้น ก่อนจะค่อยๆ แซะหรือคีบออกมาอย่างระมัดระวัง ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละลายคราบกาวแล้วแทรกซึมเข้าไปในเนื้อวัตถุจนเกิดเป็นคราบที่ใหญ่และซึมลึกกว่าเดิม  กรณีที่จะยกมาเป็นตัวอย่างนี้ นักอนุรักษ์เพิ่งได้ทำการตรวจสภาพวัตถุซึ่งเป็นพัดผ้าไหมเนื้อบางแบบจีน (Silk Gauze) สองชิ้นประกบกัน ทั้งสองด้านตกแต่งด้วยการเขียนสีลงบนผ้าไหม จากการตรวจสภาพ พบว่ามีการเสื่อมสภาพจากอายุและการใช้งาน บริเวณที่เป็นผ้าไหมมีสภาพแห้งกรอบ มีรอยฉีกขาดของเส้นใยอยู่ทั่วไป และปัญหาสำคัญคือมีการใช้เทปกาวแบบใส ติดไว้บริเวณรอยแตกเพื่อประสานและยึดติดรอยขาดเข้าด้วยกัน สิ่งสำคัญอย่างยิ่งจากกรณีนี้คือ...

Art conservators not only repair damaged artwork but must also work hard to prevent future harm Conservator Patcharaporn Niamsoi examines the condition of a painting that was damaged due to shrapnel from a chemical plant explosion in Beirut, Lebanon. The painting had been sent to...

ฉันคือยอดนักสะสมโปสต์การ์ด และตกหลุมรักการเขียนจดหมายเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังเคยได้รับโปสต์การ์ดรูปโมนาลิซา ส่งตรงจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ โดยคน (เกือบ) แปลกหน้าชาวฝรั่งเศสที่รู้จักผ่านเว็บไซต์ Postcrossing ทันทีที่ฉันเห็นโปสต์การ์ดก็ร้องกรี๊ดดีใจยกใหญ่ แต่เวลาผ่านไป 6 เดือน ภาพโมนาลิซาค่อยๆ สะบักสะบอม จากการซ้อนโปสต์การ์ดหลายสิบใบทับกัน ทำให้เหลือเพียงเศษเสี้ยวของภูเขาเท่านั้นแหละฉันอดบ่นกับตัวเองไม่ได้ ว่าทำไมถึงไม่รักษาของให้ดี และแน่นอนว่าฉันจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นกับโปสต์การ์ดชิ้นอื่นๆ อีกเด็ดขาด! ฉันตัดสินใจลงเวิร์กช็อป การจัดเก็บงานศิลปะบนกระดาษและภาพถ่าย เพื่อเรียนรู้วิธีการเก็บอย่างถูกต้อง จัดขึ้นโดย SAC Gallery แวบแรกสมองของฉันนึกไปถึงอุปกรณ์นับสิบอย่าง และน้ำยาอีกร้อยชนิด เลยรู้สึกท้อแท้ไปก่อนล่วงหน้า แต่ความจริงแล้วภาพถ่ายและกระดาษทั่วไป ก็จัดเก็บได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่อย่างเช่นกัน  อนุรักษ์งานศิลป์ให้คงอยู่  ช่วงสายของวันอาทิตย์ ฉันนั่งฟังบรรยายจาก ‘ดร.จิราภรณ์ อรัณยะนาค’ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom อาจารย์บอกเหตุผลว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับการจัดเก็บงานศิลปะ ภาพถ่าย ไปจนถึงกระดาษ นั่นเป็นเพราะการจัดเก็บจะช่วยยืดอายุและป้องกันความเสียหาย เพื่อรักษาสภาพเดิมและคงคุณค่าของมันไว้ตราบนานเท่านานฉันนึกไปถึงโปสต์การ์ดหลายใบ และกระดาษหลายแผ่นในกรุของสะสม มีบางอย่างเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา บางอย่างสีเพี้ยนจากเดิมจนเกือบลืมต้นฉบับไปสนิท...

มีผู้ถามมาว่าจะเก็บภาพเขียนสีน้ำมันอย่างไรดี ตามหลักอนุรักษ์ภาพเขียนสีน้ำมันควรเก็บในแนวตั้ง เช่นแขวนบนผนังหรือตะแกรง  หรือวางในชั้นวางของที่ออกแบบพิเศษให้มีความสูงและความลึกมากกว่าความกว้าง จะได้ช่องที่แคบสำหรับวางภาพเขียนในแนวตั้ง  หากจำเป็นต้องวางบนพื้น  ควรหนุนให้ภาพเขียนอยู่สูงกว่าพื้นห้องประมาณ 10 ซม. โดยใช้ก้อนอิฐหรือท่อนไม้หรือโฟมแข็งห่อด้วยแผ่นพลาสติก  เพื่อป้องกันการครูดถูขัดสี และป้องกันน้ำที่อาจเจิ่งนองจากฝนสาด ท่อน้ำแตก น้ำรั่วจากเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรวางซ้อนกันในแนวราบหรือวางพิงกันในแนวตั้งโดยไม่มีอะไรกั้น  หากพื้นที่จำกัดและจำเป็นต้องวางภาพเขียนพิงกันในแนวตั้ง  ควรใช้กระดาษแข็งหรือกระดาษลูกฟูกหรือพลาสติกลูกฟูกขนาดใหญ่กว่าภาพเล็กน้อยคั่นระหว่างภาพ  [vc_single_image image="14238" img_size="full" add_caption="yes" alignment="center" qode_css_animation=""]การห่อคลุมด้วยไทเวค นอกจากจะสามารถช่วยป้องกันฝุ่นแล้ว ยังสามารถระบายอากาศได้ดีไม่ทำให้เกิดปัญหาความชื้นสะสม  พื้นที่ที่จัดเก็บภาพเขียนสีน้ำมันไม่ควรมีแสงแดดสาดส่อง หากมีฝุ่นมากควรคลุมด้วยผ้าหรือไทเวค (Tyvek) เพื่อให้มีการระบายอากาศได้ดี ไม่ควรห่อด้วยพลาสติกแล้วซีลด้วยเทปกาวจนแน่นหนาเพราะจะเกิดสภาพแวดล้อมที่อับชื้นรอบ ๆ ภาพเขียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝนไม่ควรห่อภาพเขียนสีน้ำมันด้วยแผ่นพลาสติกอย่างแน่นหนา เพราะความชื้นที่ไม้และผ้าใบดูดซับไว้ในวันที่ความชื้นสูงจะทำให้เชื้อราเจริญอยู่ในห่อได้ ทางที่ดีหากอยากห่อด้วยพลาสติกควรทำในช่วงเวลาที่อากาศแห้ง แล้วห่อด้วยผ้าหรือกระดาษก่อนห่อด้วยพลาสติกเพื่อให้ผ้าหรือกระดาษช่วยดูดซับความชื้นที่ระเหยออกมาจากภาพเขียน ช่วยให้ความชื้นบนภาพเขียนไม่สูงพอที่จะเกิดเชื้อรา ควรควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ หากไม่มีอุปกรณ์ในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นควรเพิ่มการระบายอากาศเพื่อไม่ให้มีความร้อนและความชื้นสะสม  [vc_single_image image="14237" img_size="full" add_caption="yes" alignment="center" qode_css_animation=""]การห่อผลงานภาพสีน้ำมันโดยใช้กระดาษหรือไทเวคห่อป้องกันก่อนหนึ่งชั้น เพื่อป้องกันชั้นสีครูดถูขัดสีกับพลาสติกกันกระแทก  วัสดุสำคัญที่ใช้สร้างสรรค์ภาพเขียนสีน้ำมันคือกรอบไม้และผ้าใบซึ่งดูดและคายความชื้นได้ดีมาก เมื่อดูดความชื้นจะขยายตัวและหดตัวเมื่อความชื้นลดลง...

ภาพเขียนสีน้ำมันแห้งช้า บางภาพใช้เวลาเป็นปีจึงจะแห้งโดยสมบูรณ์ การแห้งของสีน้ำมันแตกต่างจากการแห้งของภาพเขียนสีน้ำและสีอะคริลิกซึ่งเกิดจากการที่น้ำระเหยออกไปจากชั้นสี สีน้ำมันแห้งเพราะปฏิกิริยาเคมีของน้ำมันชักแห้ง (drying oil) เช่น น้ำมันลินสีด (flaxseed oil) น้ำมันเมล็ดฝิ่น (poppyseed oil) น้ำมันเมล็ดวอลนัท (walnut oil) น้ำมันเมล็ดคำฝอย (safflower oil) น้ำมันเมล็ดกัญชา (hemp seed oil) น้ำมันตัง (tung oil) เป็นต้น น้ำมันชักแห้งเหล่านี้แข็งตัวเป็นฟิล์มแข็งเมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ แต่ปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ หากระบายสีแบบหนา ๆ จะยิ่งแห้งช้า หากมีการสัมผัสหรือครูดถู อาจเกิดริ้วรอยง่าย ในขณะเดียวกันชั้นสีที่ยังไม่แห้งจะดึงดูดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกได้ดี เพราะฉะนั้นระหว่างรอให้สีน้ำมันแห้งอย่างสมบูรณ์ควรปกป้องผิวหน้าของภาพเขียนโดยการนำกระดาษแข็งหรือกระดาษลูกฟูกหรือพลาสติกลูกฟูกมาตัดเป็นแถบยาว ๆ ความกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว นำมาล้อมรอบกรอบภาพเขียนให้ขอบของแถบกระดาษแข็งยื่นออกมาด้านหน้าของภาพ จากนั้นคลุมด้วยผ้าหรือกระดาษที่ยอมให้ออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยาได้ ไม่ควรคลุมด้วยพลาสติกชนิดใด ๆ เพราะจะขัดขวางการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ...

วัสดุที่ใช้ในการจัดเก็บงานศิลปะบนกระดาษและภาพถ่ายควรเป็นวัสดุที่ไร้กรด ไม่มีชันสน ไม่มีลิกนิน ไม่มีสารเคมีและไอระเหยใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุที่ใช้ในการจัดเก็บภาพถ่าย นอกจากข้อห้ามที่กล่าวมาแล้วยังต้องมีสารประกอบกำมะถันน้อยกว่า 0.008% เนื่องจากสารประกอบกำมะถันจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับเกลือเงินบนภาพถ่ายส่งผลให้ภาพถ่ายมีสีเพี้ยนไป กระดาษไร้กรด (acid free paper) มีทั้งที่มีค่า pH เป็นกลาง (pH7) หรือเป็นด่างเล็กน้อย (pH 7.5-8.5) กระดาษไร้กรดที่มีค่า pH เป็นกลาง เกิดจากการผลิตอย่างระมัดระวังทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การขจัดสิ่งแปลกปลอมให้เหลือแต่เส้นใยเซลลูโลสที่บริสุทธิ์ หรือผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นเส้นใยเซลลูโลสที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ เช่น ปอสา เปลือกข่อย ใยฝ้าย ป่านลินินหรือแฟลกซ์ ป่านกัญชาที่ใช้ทำกระดาษที่ทำด้วยมือ กระดาษที่ทำด้วยเครื่องจักร แม้ว่าจะทำจากเยื่อที่ได้จากการบดย่อยเนื้อไม้ แต่ผ่านกระบวนการเคมีลดกรดจนเป็นกลาง ลดลิกนินและสิ่งเจือปนจนเหลือแต่เซลลูโลส เรียกว่า อัลฟ่าเซลลูโลส (alpha cellulose) บางผลิตภัณฑ์เติมแคลเซียมคาร์บอเนตหรือแมกนีเซียมคาร์เนต กระดาษที่เป็นด่างเล็กน้อยมักเกิดจากการจากการผสมแคลเซียมคาร์บอเนต หรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตประมาณ 3% ลงในเยื่อกระดาษ แคลเซียมคาร์บอเนตหรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตจะช่วยสะเทินกรดที่มาจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกระดาษและจากสภาพแวดล้อม กระดาษดังกล่าวจึงมีชื่อเรียกว่า...

ผลงานศิลปะที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาจากวัสดุต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะชำรุดเสื่อมสภาพ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัววัสดุเอง และจากการกระทำของสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนชื้น มีปัจจัยที่เร่งให้กระบวนการเสื่อมสภาพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 40-50 ปีมานี้ บุคลากรด้านอนุรักษ์ศิลปกรรม ใช้ความรู้หลาย ๆ สาขาร่วมกันทั้งด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะเพื่อศึกษา วิเคราะห์ วิจัยหาสาเหตุที่ทำให้วัสดุต่าง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงและหาวิธีชะลอหรือหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น  ได้ข้อเสนอแนะว่าควรป้องกันการเสื่อมสภาพด้วยการเพิ่มความระมัดระวังในการจับต้อง เคลื่อนย้าย ขนส่ง  จัดแสดงและจัดเก็บในคลัง การควบคุมสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการยืดอายุของศิลปวัตถุเพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากความร้อน ความชื้น แสงสว่าง ก๊าซ ฝุ่นละออง แมลง และรา แต่สิ่งที่จะช่วยปกป้องศิลปวัตถุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดคือบรรจุภัณฑ์ เช่น ซอง แฟ้ม กล่อง  ลัง และตู้ ชั้น ลิ้นชัก การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมในการทำบรรจุภัณฑ์ นอกจากจะทำให้ศิลปวัตถุถูกห้อมล้อมด้วยวัสดุที่ปราศจากกรด ด่าง ไอระเหย และสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเคมีแล้ว ยังสามารถช่วยทำให้อุณหภูมิและความชื้นรอบ ๆ...