SAC Gallery | APERTRUTH Full Text by Linjie ZHOU
11233
post-template-default,single,single-post,postid-11233,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,paspartu_enabled,paspartu_on_bottom_fixed,qode_grid_1300,qode-content-sidebar-responsive,qode-theme-ver-17.2,qode-theme-ssbd design,wpb-js-composer js-comp-ver-5.6,vc_responsive
 

APERTRUTH Full Text by Linjie ZHOU

APERTRUTH Full Text by Linjie ZHOU

 

ในระยะเวลาที่เรากำลังเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งสังคมทุนนิยมตอนปลายและได้เริ่มเห็นถึงความขัดแย้งกันระหว่างความเป็นจริงต่างๆ ซึ่งความเป็นจริงและประสบการณ์ของมนุษย์เหล่านี้เองที่ทำให้เราอาจมองเหตุการณ์ต่างๆ เพียงแค่ผิวเผิน บางครั้งมีการใช้อคติและความหวาดกลัวที่สืบเนื่องมาจากกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเป็นแรงผลักดันในมุมมองของตนเอง เมื่อได้เผชิญกับเหตุการณ์อันยากลำบาก มนุษย์มักมุ่งอยู่กับการตัดสินที่โอนเอียง

 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 สังคมได้ตกอยู่ในกระแสโคจรที่ฉาบฉวยโดยมีการเข้าถึงข้อมูลขั้นลึกเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่อุบัติขึ้น สมองถูกป้อนด้วยข่าวสารและความบันเทิงอันตื้นเขิน เพราะเหตุนี้ผู้คนได้เริ่มเห็นผลกระทบจากกระแสนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ถูกบังคับให้ยิ่งมองลึกลงไปในข้อมูล เพื่อเปิดเผยความเป็นจริงของโลกที่อาศัยอยู่

 

วัตนธรรมตะวันตกได้รับอิทธิพลจากความสัมพันธ์ทางสังคมในด้านความเป็นจริงทั่วๆ ไปและความลึกซึ้งทางข้อมูลตั้งแต่ยุคของนักปราชญ์เลื่องชื่ออย่างเพลโต ในปัจจุบันเราที่ช่วงเวลาที่แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์เดิมๆ อย่างสิ้นเชิง โลกถูกเชื่อมด้วยคตินิยม สงครามของข้อเท็จจริงและความเป็นจริงประจักษ์ออกมาในหลายๆ ด้าน ปัญหาจุลภาคแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลอย่างง่ายดายทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และในปี พ.ศ. 2563 สังคมกำลังเข้าสู่บททดสอบอันซับซ้อนเกี่ยวกับวิธีที่สังคมมองตัวเอง

 

ในนิทรรศการกลุ่มนี้ ร่วมมองตัวเองผ่านเลนส์ของช่างภาพชาวจีน 8 คนที่กำลังค้นคว้าถึงรูปแบบของความเท็จจริง ศิลปินถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่ออธิบายและเสนอมุมมองของการใช้ชีวิตและความเป็นจริงที่แตกต่างกันออกไป

 

ลักษณะทางธรรมชาติโดยทั่วไปของการดำรงอยู่นั้นเกี่ยวพันกับเรื่อง “ความเป็นไป” หรือ “ความน่าจะเป็น” ผลงานศิลปะในห้องแรกนำเสนอวิถีชีวิตของศิลปินผ่านการกระทำและการเฝ้าสังเกตของเขา ซึ่งเป็นเล่าเรื่องอย่างสงบและชวนให้หวนรำลึกถึงอดีต

ลักษณะทางธรรมชาติในเชิงลึกของการดำรงอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่อง “สิ่งที่ควรจะเป็น” ที่ถูกเล่าผ่านผลงานศิลปะในห้องที่ 2 ซึ่งสำรวจแนวคิดของชีวิตผ่านการวิเคราะห์อันทำให้เกิดความสับสนและตึงเครียด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อพยายามที่จะนิยามความเป็นไปของสิ่งต่างๆ เรามักจะมองความเป็นจริงผ่านมุมมองในอดีตเพราะความทรงจำของอดีตนั้นตราตรึงในใจมากกว่าความทรงจำในปัจจุบัน เหมือนผลงานของ Yanfang DU ในชุด Dreaming back homeland (2013) ที่ผสมผสานภาพวาดบุคคลบนกระดาษ Xuan กับรูปถ่ายจากบ้านเกิดของเธอ ในขณะที่ Yanfang DU กำลังเรียนอยู่ที่ Art Academy เธอได้วาดภาพมาเป็นเวลาหลายปีจนเริ่มรู้สึกต้องการใช้พู่กันเติมเต็มความทรงจำอันว่างเปล่าที่อยู่ในใจ เธอรู้ตัวหลังจากที่กำลังจะเรียนจบและกลับบ้านเพื่อทำโครงงาน ความทรงจำจากช่วงวัยเด็กของเธอได้หวนกลับมาและเติมเต็มหัวใจที่โหยหาอดีต Yanfang DU จำความคิดและอารมณ์จากอดีตของตนผ่านเรื่องราว บุคคลที่พบเจอในชีวิต เธอตั้งใจที่จะเล่าและสื่อถึงอารมณ์พวกนี้ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานศิลปะ อารมณ์ของการที่มีความทรงจำที่หายไป ในความรู้สึกต่อความทรงจำอันเลือนลางและว่างเปล่าอาศัยอยู่ภายใต้จิตใจของเธอ ความทรงจำกลับกลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นสำหรับตัวศิลปิน หากแต่เวลาที่พัดผ่านล้วนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าความทรงจำเหล่านั้นยังคงเป็นจริงมากน้อยเพียงใด Yanfang DU สร้างสรรค์ผลงานหลังจากที่เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของเธอ เธอเริ่มวาดรูปเด็กๆ ที่ถูกถอดแบบมาจากความทรงจำครั้งเยาว์วัยส่วนตัวโดยผสมผสานการวาดภาพและภาพถ่ายซึ่งสื่อถึงรูปภาพอันมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์และให้ความรู้สึกถึงบ้านเกิดและชีวิตในวัยเด็ก “สิ่งที่เป็น” และ “สิ่งที่เคยเป็น” ล้วนกลับกลายเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในใจของเราเพียงอย่างเดียว และไม่ได้สอดผสานกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อกล่าวถึงงานภาพวาดเชิงทดลองด้วยน้ำยาล้างรูป (developer painting) ของศิลปิน Yanchu SUN ทำให้เห็นโครงสร้างของเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของความเป็นจริง ภาพถ่ายถูกตัดทอนออกจากบริบทเดิม  โดย Yanchu SUN เลือกใช้ developer และ print fixing solution แทนหมึกบนกระดาษสำหรับภาพถ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้คือความอ่อนช้อยในแนว expressionism ที่เรามักจะเห็นบนภาพวาดและงานประดิษตัวอักษรสไตล์จีน ระหว่างที่ทํางานในห้องมืด ศิลปินต้องปรับความสว่างของแสงระหว่างกระบวนการอัดกระดาษอัดภาพ ภาพเขียนพวกนี้ถูกปกปิดและซ้อนทับ จนเกิดชั้นภาพภายใต้เม็ดสีและวัสดุต่างๆ ภาษาที่สื่อสารออกมายังคงรูปแบบเดิมไว้ แต่วิธีการได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ภาพที่ปรากฏออกมาอาจจะไม่ใช่ภาพที่เสมือนจริงและเที่ยงตรง หากแต่ยังคงรูปทรงและรูปร่างที่สมจริงอยู่ถึงแม้ขั้นตอนการทํางานดังกล่าวอาจเป็นการฉีกกฎของขนบธรรมเนียมในเชิงรูปแบบและกลวิธี แต่ยังคงให้เห็นสุนทรียศาสตร์ของศิลปะจีนดั้งเดิมไว้ ร่วมไปถึงนัยยะทางจิตวิณญาณที่สามารถเห็นได้จากฝีแปรงพู่กันแบบจีน  ศิลปินได้ใช้ความรู้ทางศิลปกรรมศาสตร์แบบตะวันตกแต่ตัวผลงานแสดงให้เห็นถึงความทรงอิทธิพลของภาพวาดและการเขียนตัวอักษรแบบจีนดั้งเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อมองที่ผลงานของ Xiaoliang HUANG เราจะพบว่าเป็นงานภาพถ่ายบรรยากาศที่บันทึกแสงเงา ชั้นภาพการย้อนแสงและ cut outs ที่สะท้อนถึงเวลาที่ผ่านไป Xiaoliang HUANG ได้รับแรงบันดาลใจจากการทำเงาด้วยมือครั้งวัยเด็ก โดยการใช้ความเข้าใจส่วนตัวเกี่ยวกับความหมายอันหลากหลายของฤดูต่างๆ ในวัตนธรรมจีน โดยงานที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้เป็นงานในช่วงฤดูร้อน Xiaoliang HUANG เป็นคนที่อยู่ท่ามกลางความทรงจําวัยเด็ก ความทรงจําเหล่าค่อยๆ ได้รับการบ่มเพาะจนได้ออกมาเป็นชิ้นงานภายถ่ายของแสงเงาเหล่านี้ ผลงานของ Xiaoliang HUANG เปรียบเสมือนบทกวีเมื่อได้ย่างกรายเข้าใกล้ผลงานจะเห็นสีเทาของงานชิ้นต่างๆ เกิดความรู้สึกราวกับอยู่ในฝัน สีเทาที่ใช้เปรียบเสมือนภาพยนตร์stop motion เกิดความคิดถึงความทรงจําเก่าๆ ที่อาจจะลืมเลือนไปแล้วบ้างภาพเหล่านี้สร้างการมองเห็นที่ดูลึกลับ ราวกับการมองออกมาจากหน้าต่างที่มืดมนสู่โลกอีกใบหนึ่ง อีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถเห็นได้คือความสัมพันธ์ระหว่างความสดใสไร้เดียงสากับสิ่งที่เป็นอยู่จริงตัวผลงานมีความสดใสชื่นบานที่บ่งบอกถึงการเติบโตของผู้คนจากวัยเยาว์ไปถึงช่วงเวลาที่ชีวิตมีความซับซ้อนมากขึ้นโลกที่เราออกตามหากลายเป็นโลกในอุดมคติความเป็นจริงในวัยเด็กกลับกลายเป็นการยึดติดที่รำลึกถึงช่วงเวลาอันหอมหวานความทรงจำเหล่านี้สูญหายไปตามกาลเวลา และมันก็จะถูกโหยหาอีกครั้งไปพร้อมกับการตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานชุด “Where What When” จากช่างภาพจีน A Dou นําเสนอสมดุลยภาพระหว่าง ความมืดแล้วความสว่างสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตัวชิ้นงานมีความหนักและเบาในขณะเดียวกัน หากแต่ในความหนัเบาดังกล่าวนั้นต้องการที่จะแสวงหาความเป็นระบบอยู่ความโกลาหลที่เกิดขึ้นผสมผสานและปะทะกันเกิดเป็นแบบแผนและชีวิตใหม่เมื่อกล่าวถึงความจริง มักจะมีการถกเถียงเกี่ยวกับโครงสร้างของมัน เราอาจจะเหมือนอยู่ท่ามกลางการอภิปรายเกี่ยวกับมุมมองของตนเอง เราได้รับสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้จากไหน และมันกลายเป็นอีกหนึ่งมุมมองของตนเองด้วยหรือไม่อาจมีการวิเคราะห์การหาเหตุผลกับสิ่งที่เคยเผชิญ และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ความสงสัยนี้ได้โลดแล่นและสร้างกรอบแห่งความเป็นจริง ผู้คนล้วนสร้างโครงสร้างแห่งความเป็นจริงจากแบบแผนที่เคยพบเจอแต่ในความเป็นจริงแล้วระบบแบบแผนนั้นถูกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาพร้อมกับความโกลาหลที่เกิดขึ้นในทุกอณู สิ่งใหม่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับประวัติศาสตร์และความเป็นไปได้ใหม่ งานของ A Dou เป็นการตีกรอบความจริงและความเป็นจริงในรูปแบบนามธรรม ก่อนเวลาที่ความสมเหตุสมผลและภาษาจะเข้ามามีอิทธิพล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อมุมมองทางปรัชญาเริ่มเป็นตัวขับเคลื่อนแนวคิดเกี่ยวกับความจริง จึงเกิดความพยายามค้นคว้าความเท็จจริงที่ลึกซึ้งขึ้นความคิดที่เคยเป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลกกลับถูกนํามาไตร่ตรองซ้ำเพื่อที่จะหาข้อเท็จจริง เมื่อได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้วอาจพบว่าความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายเลยเมื่อได้เห็นผลงานชิ้น “Artificial Theater” ของ Wei ZHANG ก็สามารถมองเห็นความเข้าใจของตนเองผ่านจิตใต้สํานึก ศิลปินอยากที่จะนําเสนอบุคคลที่ถูกสร้างมาจากความคิดของสังคม แล้วตั้งคําถามเกี่ยวกับความสําคัญที่เราให้กับความเป็นตัวเอง รูปภาพบุคคลเปลี่ยนจากเป็นสัญลักษณ์ของมโนมัยของบุคคลซึ่งเป็นรูปธรรมของมุมมองสังคม สิ่งที่มักเห็นผ่านตาแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ความจริงนี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมในปัจจุบันบุคลิกลักษณะของคนกลับต้องถูกตัดสินโดยสื่อและการให้คุณค่าแก่คนจะถูกเปรียบเทียบกับ ศิลปิน ผู้นําและวีรชน แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นจากสังคมที่ถูกขับเคลื่อนโดยพฤติกรรมการบริโภคศิลปินได้กระตุ้นความคิดของผู้ชมที่ลึกซึ้งมากขึ้น ในสังคมที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมการบริโภคสิ่งที่เราเชื่อและบทบาทของเราในสังคมยังคงเหลือความสำคัญอยู่รึเปล่า

 

สามารถพิจารณาได้ว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะยอมรับข้อเท็จจริงบางประการตามระบบความเชื่อต่างๆ ความสำคัญของข้อเท็จจริงนั้นไม่สม่ำเสมอพอที่จะลบคำถามในเรื่องของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้

ธรรมชาติของความจริงจะขึ้นอยู่กับคนที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลนั้นผลกระทบที่เกิดกับมนุษย์สามารถเห็นได้จากสังคมที่ขัดแย้งกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Bo HE นำเสนอผลงานชุด “Since then, no one has talked with you” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและเหตุการณ์ความรุนแรงโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่ งานการถ่ายภาพบุคคล รหัสมอร์สและเสียง Bo HE ได้รวบรวมภาพถ่ายใบหน้าผู้ก่อการร้ายที่ถูกตราหน้าโดยสื่อมาเป็นภาพบุคคลเดี่ยวที่อาศัยเทคนิคของ Francis Galton (1822 – 1911) ซึ่ง Galton อุทิศเวลาหลายปีเพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับกลวิธีการทํา Composite Portraiture ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้รูปภาพจำนวนมหาศาลมาต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กลายเป็นรูปภาพใบเดียวที่มีโครงสร้างเป็นใบหน้าของผู้คนต่างๆ Bo HE ใช้หลายร้อยรูปเหตุการณ์จากข่าวเป็นส่วนประกอบในการสร้างภาพใบหน้าบุคคลซึ่งในขณะเดียวกันนั้นก็ถูกคาดด้วยรูปริมฝีปากของผู้ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ภาพปากของผู้เคราะห์ร้ายได้รับการจับวางในลักษณะของรหัสมอร์สซึ่งเผยประโยคเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆเสียงที่ถูกแทรกเข้าเป็นเสียงจากการรายงานข่าวพร้อมกับบรรยากาศความโกลาหลที่เกิดขึ้นในอุบัติการณ์การนำเสนอข้อเท็จจริงเช่นนี้เป็นการยากการแสดงออกทางวาจาอาจเป็นการให้ข้อมูลแค่ด้านเดียว และการได้รับข้อมูลที่ตื้นเขินจะนำพาเราออกห่างจากความจริง Bo HE ได้พิจารนามุมมองของทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายกระทําและถูกกระทํา การรับรู้ข้อเท็จจริงนั้นมีขีดจำกัดถึงเพียงใดและแท้จริงแล้วเราเลือกที่จะเชื่อในความเป็นจริงที่เราสบายใจหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานของ Marc YANG สะท้อนมุมมองเชิงสารคดีและสังคมวิทยา ความคมชัดของตัวงานเกื้อหนุนให้ห้วงเวลาที่ถูกถ่ายไว้มีความเด่นชัด พร้อมทั้งให้พื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับเรื่องราวได้โลดแล่น คือภาพถ่ายที่จุดประกายพร้อมทั้งหลอนผู้ชมในคราวเดียวผลงานชุดภาพถ่ายโดย Marc YANG ถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวเคิร์ดซึ่งเป็นหนึ่งในชาติพันธุ์อันเก่าแก่และถูกกดขี่มากที่สุดของตะวันออกกลาง หากทำการอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ประชาชนชาวเคิร์ดได้รับการกดขี่ในแง่สถานภาพทางสังคม และโดนต่อต้านจากการตั้งถิ่นฐานที่กระจัดกระจายไปในหลายประเทศถึงกระนั้นพวกเขาภูมิใจในชาติกําเนิดของตัวเองท่ามกลางความกดดันจากประเทศรอบด้าน สถานการณ์เกิดความตึงเครียดมากขึ้นภายในทวีปตะวันออกกลาง ความอยู่รอดต้องพบเจอกับความไม่แน่นอน ภาพลักษณ์ของชนกลุ่มนี้ถูกแสดงให้เห็นผ่านสื่อตะวันตกแต่เพียงฝั่งเดียว Marc YANG จึงอยากรวบรวมมุมมอง และประสบการณ์ของตัวเองที่คลุกคลีกับชนกลุ่มนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 งานแต่ละประกอบไปด้วยรูปสองใบที่ตัดกัน ภาพใบนึงสื่อถึงชีวิตของผู้คนโดยภาพอีกใบเป็นภาพถ่ายแนว Still-life ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองภาพในคุณค่าด้านอารมณ์และสุนทรียภาพ ทั้งคู่สร้างกรอบที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ความจริงและชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เมื่อภาพสองใบถูกวางเคียงกันทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัย ทั้งความหลากหลายของความเป็นจริงที่เราสามารถพบเจอ และชีวิตของเราจะถูกนำเสนอให้ผู้อื่นได้รับรู้ในแนวทางใด

 

 

ความลึกลับของชีวิตถือเป็นข้อเท็จจริงของมนุษย์ที่ถูกซ่อนเร้น Lanpo ZHANG ทำการค้นคว้าลึกลงถึงเรื่องนี้และนำเสนอผ่านผลงานศิลปะชุด Giant Biography และเป็นศิลปินท่านสุดท้าย ในผลงานชิ้นแรกเขาได้สร้างคทาขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยรูปภาพกระบอกปืนใหญ่ของกองทัพอเมริกาที่ถูกค้นเจอพระคําภีร์และเทพองค์หนึ่งที่มีชื่อว่าเหวัชระคทาดังกล่าวเคลื่อนตัวเข้ามาในถ้ำจากปากถ้ำซึ่งเป็นที่ที่สว่างที่สุด Lanpo ZHANG สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์และอํานาจศิลปินมีความตั้งใจที่จะใช้ประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางเวลา สภาพแวดล้อมและความเป็นมนุษย์รายละเอียดที่เห็นจากผลงานคือความซับซ้อนอันไม่มีที่สิ้นสุด ในโลกแห่งความเป็นนิรันดร์ ทุกอย่างแลดูห่างจากและเวิ้งว้างจากโลกแห่งความเป็นจริงมากตัวผลงานบังคับให้ต้องค้นคว้าความลึกซึ้งของธรรมชาติมนุษย์พร้อมทั้งให้มุมมองโครงสร้างชีวิตใหม่ที่ควรจะเป็นงานชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความคัดแย้งในประวัติศาสตร์ของฟังก์ชั่นการใช้งานและส่วนเกิน อาชญากรรมและการลงโทษ ความเป็นมนุษย์และพระผู้เป็นเจ้าความคิดและการตัดสิน การเปิดเผยและการปิดบัง ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ Lanpo ZHANG ให้ความสนใจจนนำไปสู่การทำวิจัยและการค้นพบใหม่อยู่ตลอดเวลาชีวิตเปรียบเสมือนชั้นหลายๆ ชั้นที่ประกอบไปด้วยรายละเอียดและโครงสร้างจิตใต้สํานึก รวมไปถึงความคิดเชิงลบและความต้องการ สิ่งที่เชื่อว่าเป็นจริงและสิ่งที่วาดฝันเกิดขึ้นและมีอยู่ในเวลาเดียวกัน ในมุมมองของ Lanpo ZHANG ความจริง เป็นเหมือนชั้นที่ทับซ้อนไปมาเปรียบเสมือนชั้นหินแห่งอารยธรรมของมนุษย์

 

Linjie ZHOU